อยากหน้าใสไร้สิว และลดรอยเหี่ยวย่นไม่ยาก แค่ลองทำตามวิธีต่อไปนี้

อยากหน้าใสไร้สิว และลดรอยเหี่ยวย่นเรียกได้ว่าเป็นความปรารถนาของใครหลายคนเลยทีเดียว แต่บางครั้งมันก็ไม่ได้ง่ายเสมอไป แต่ขอแค่เราหมั่นบำรุงและดูแลผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ เชื่อว่าตำแหน่งหนุ่มสาวหน้าใสจะต้องเป็นของคุณอย่างแน่นอน และวันนี้ มาเซย์จัง จะมาแนะนำสำหรับวิธีการทำให้หน้าใสและลดรอยเหี่ยวย่นแบบปลอดภัยที่ทำตามกันได้ มีดังนี้

 1. ล้างหน้าให้สะอาด

อยากหน้าใสไร้สิว

อยากหน้าใสไร้สิวควรล้างหน้าให้สะอาด เพราะเราจะบอกว่านี่เป็นเคล็ดลับหน้าใสอย่างแรก แต่เป็นเรื่องที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป อย่าลืมว่าถ้าคุณล้างหน้าไม่สะอาด ไม่ว่าจะบำรุงอย่างไรก็จะไม่เกิดผล เพราะยังมีคราบเครื่องสำอางและผิวหนังที่ตายแล้วติดอยู่ที่รูขุมขนนั่นเอง สำหรับการล้างหน้าให้สะอาด  ก่อนอื่นหากคุณเป็นคนที่แต่งหน้าแนะนำให้ใช้ครีมลบเครื่องสำอาง ลบเครื่องสำอางออกจากใบหน้าก่อน เนื่องจากเครื่องสำอางบางอย่างอาจจะกันน้ำ หากล้างหน้าด้วยน้ำหรือสบู่เลย อาจจะไม่สะอาดได้ หรือคุณอาจใช้เคล็ดลับล้างหน้าด้วยน้ำเย็นก็ได้ จากนั้นจึงล้างหน้าด้วยโฟมล้าง หน้า หรือสบู่ โดยเน้นการนวดวนไปให้ทั่วผิวหน้า เพื่อให้รูขุมขนเปิดและขจัดเอาเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกจากรูขุมขน

2. อยากหน้าใสไร้สิว พักผ่อนให้เพียงพอ

อยากหน้าใสไร้สิว

การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ นอกจากจะช่วยให้ผิวดูเต่งตึง เนียนใสแล้ว ยังช่วยให้สุขภาพโดยรวมของเราดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สำหรับคนที่ต้องออกงาน แนะนำว่าให้นอนในช่วง 3-4 ทุ่ม เป็นประจำอย่างน้อย 1 เดือน รับรองได้เลยว่าถ้านอนพอ ใครๆ จะต้องทักผิวคุณแน่นอนว่าไปทำอะไรมาทำไมถึงสดใสขนาดนี้

3. ทาครีมบำรุงผิวเป็นประจำ

อยากหน้าใสไร้สิว

หลายคนอาจจะบอกว่าตัวเองมาสายธรรมชาติ แต่สมัยนี้มลพิษเยอะขนาดนี้ หากไม่บำรุงผิวเชื่อเถอะว่าไม่นานริ้วรอยถามหาแน่นอน และหากต้องการจะมีผิวหน้าที่ขาวใส แนะนำให้เลือกครีมหรือโลชั่นบำรุงผิวหน้าที่มีส่วนผสมของวิตามินซี วิตามินอี ไวท์เทนนิ่ง ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยให้ผิวของคุณดูขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติและไม่ต้องใช้เวลานานเกินรอ ขอเพียงแต่สม่ำเสมอกับการดูแลผิวเท่านั้น

4. อยากหน้าใสไร้สิว ดื่มน้ำให้เพียงพอ

อยากหน้าใสไร้สิว

ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ หากดื่มน้ำไม่เพียงพอ นอกจากจะมีผลต่อสุขภาพแล้ว ยังทำให้ผิวเหี่ยวย่นอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว ถ้าอยากมีผิวหน้าที่ขาวใส เต่งตึง ควรดื่มน้ำเปล่าให้ได้อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เป็นประจำทุกวัน แล้วคุณจะพบว่าผิวเนียนๆ ใสๆ ลื่นๆ ไม่ใช่เรื่องยากเลย แถมระบบขับถ่ายของคุณก็จะดีขึ้นด้วย

5. กินผักและผลไม้เป็นประจำ

อยากหน้าใสไร้สิว

ในผักและผลไม้มักจะประกอบไปด้วย วิตามินซี วิตามินอี และสารอาหารต่างๆ ที่ช่วยในการบำรุงผิวนั่นเอง ที่สำคัญคือยังอุดมไปด้วย เส้นใยอาหารที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายของเราทำงานได้อย่างปกติ เมื่อระบบขับถ่ายทำงานดี นอกจากจะช่วยให้หุ่นดีแล้วยังช่วยให้ผิวของเรากระจ่างใสขึ้นและดีต่อสุขภาพอีกด้วย

6. อยากหน้าใสไร้สิว สครับผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

อยากหน้าใสไร้สิว

สครับหน้าและผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1ครั้ง แม้ว่าปกติผิวหน้าของเราจะมีการผลัดเซลล์ผิวทุก 14-28 วัน แต่ก็อาจจะนานเกินไป เราสามารถกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวได้เองโดยการสครับผิวหน้าและผิวกายด้วยสครับสำเร็จรูปหรือสมุนไพรธรรมชาติอย่างพวกขมิ้น มะขาม กากกาแฟก็ได้ แต่ควรทำอย่างอ่อนโยนและแนะนำว่าควรทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือ 2 ครั้งสำหรับคนผิวมัน

7. มาส์กหน้าใสเป็นประจำ

อยากหน้าใสไร้สิว

รู้หรือไม่ว่าสาวเกาหลีนั้นชอบการพอกหน้ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนวันสำคัญ เช่น วันรับปริญญาหรือวันแต่งงานที่พวกเธอจะเตรียมตัวโดยการพอกหน้าทุกวันติดต่อกันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อให้ผิวได้รับการบำรุงอย่างเป็นพิเศษ จนผิวหน้าดูสดใสแม้ไม่ได้แต่งหน้าก็ตาม สำหรับมาส์กที่นำมาพอกอาจจะเป็นมาส์กแบบทาหรือทิชชูมาส์กก็ได้เช่นเดียวกัน แต่ควรเลือกที่เหมาะสมกับผิวของตัวเองด้วย

8. อยากหน้าใสไร้สิว ออกกำลังกาย

อยากหน้าใสไร้สิว

ว่ากันว่าสาวๆ จะมีเสน่ห์ก็ต่อเมื่อแก้มของพวกเธอดูมีเลือดฝาด และการออกกำลังกายนี่แหละเหมาะมากกับการสร้างทั้งสุขภาพและผิวใสๆ ให้กับคุณ เพราะจะช่วยให้ร่างกายได้ระบายเหงื่อและขับของเสียออกมา ทำให้ไม่มีสิวหรือไขมันมาอุดตันอยู่ที่ใบหน้าเลย ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมสาวๆ ที่ชอบออกกำลังกายมักจะไม่ค่อยมีสิวแถมผิวใสอีกด้วย

9. ทาครีมกันแดดเป็นประจำ

อยากหน้าใสไร้สิว

ถึงแม้ว่าเครื่องสำอางของคุณจะบอกว่าช่วยกันแดดได้ก็ตาม แต่การทาครีมกันแดดก่อนที่จะลงเครื่องสำอางอื่นๆ นอกจากจะเป็นการช่วยปกป้องผิวของเราจากแสงแดดแล้ว ยังเป็นการช่วยในการล็อกเครื่องสำอางให้ติดอยู่บนใบหน้าอีกด้วย และสำหรับในวันเบาๆ คุณอาจจะแค่ทาครีมกันแดดและแป้งฝุ่นเท่านี้ก็ออกจากบ้านได้แล้ว

10. อยากหน้าใสไร้สิว งดของมันของทอด

อยากหน้าใสไร้สิว

สำหรับคนที่มีผิวมันอยู่แล้วยิ่งต้องงดของมันของทอด เพราะนอกจากจะไม่ดีต่อสุขภาพและอาจจะทำให้หุ่นของเราเสียแล้ว พวกไขมันยังทำให้น้ำมันบนใบหน้าของเราผลิตออกมามากกว่าปกติ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ดีกับผิว เพราะคงไม่มีใครชอบให้ผิวหน้ามันเยิ้มจนทอดไข่ได้อย่างแน่นอน

การจะมีหน้าใสเป็นเรื่องที่ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแต่คุณต้องมีวินัยในการดูแลผิวหน้า ทั้งในขั้นตอนของการล้างหน้าไปจนถึงการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์และการใช้ชีวิต เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลกับผิวหน้าและสุขภาพโดยตรงทั้งนั้น ไม่ว่าจะทางใดก็ตามและที่สำคัญ คือ ต้องรักษาอารมณ์ให้แจ่มใสอยู่เสมอด้วย เพราะริ้วรอยบนใบหน้าส่วนหนึ่งก็มาจากการแสดงอารมณ์ของเราเหมือนกัน


10 วิธีการรักษาสิวไม่มีหัวที่ง่ายมากๆ สำหรับคน อยากหน้าใสไร้สิว

อยากหน้าใสไร้สิว

สิวไม่มีหัวเมื่อไหร่ที่ผุดขึ้นมาอยู่บนใบหน้า เป็นสิ่งที่สาวๆ หลายคนต้องมีอาการเครียดจนนั่งกุมขมับอย่างแน่นอน เพราะสิวไม่มีหัวหรือสิวอักเสบมักก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดเป็นอย่างมาก จะบีบก็บีบไม่ได้เพราะยิ่งบีบยิ่งมีอาการเจ็บ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือหากบีบไม่ออกก็จะยิ่งเกิดการอักเสบจนเป็นแผล รอยดำ รอยแดงอย่างแน่นอน ต่อไปนี้ไม่ต้องประสบปัญหาดังกล่าวอีกต่อไป เพราะเรามีวิธีรักษาสิวไม่มีหัว 10 วิธีแบบง่ายๆ มาฝากกัน

1. ลดอาการอักเสบของสิวด้วยครีมยาปฏิชีวนะ

การบีบให้หนองออกมาจากสิวต้องขอบอกเลยว่าไม่เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพผิวอย่างมาก เพราะนอกจากจะทำให้เกิดความเจ็บปวดแล้วยังทำให้เกิดแผลเป็นอีกด้วย ดังนั้นเมื่อเริ่มรู้สึกว่าสิวอักเสบเริ่มผุดขึ้นมา ให้เลือกใช้ครีมยาปฏิชีวนะที่มีคุณสมบัติช่วยต้านการอักเสบ หรืออาจจะเลือกใช้ครีมรักษาสิวที่มีกรดซาลิไซลิกแต้มบริเวณสิวทันที ตัวยาจะช่วยลดการอักเสบของสิว ช่วยให้สิวไม่ลุกลามและจะช่วยให้สิวค่อยๆ ยุบลง

2. ลดการอักเสบ การบวมแดงของสิวด้วยการประคบร้อน

เมื่อเริ่มรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ และเริ่มคันจนเกิดเป็นสิวอักเสบบวมแดง ห้ามบีบเค้นหัวออกมาเด็ดขาด แต่สิ่งที่ควรทำคือการนำกระเป๋าน้ำร้อนหรือผ้าขนหนูชุบน้ำร้อนประมาณ 45 องศาเซลเซียส มาประคบบริเวณสิวอักเสบประมาณ 2-3 นาที ทำแบบนี้ติดต่อกัน 2-3 วันหรือจนกว่าสิวอักเสบจะยุบหายไปก็ได้ วิธีนี้จะช่วยให้สิวยุบและไร้รอยแดงดำที่เกิดจากสิวอีกด้วย

3. ประคบสิวด้วยน้ำเย็นหรือน้ำแข็งเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวด

สิวไม่มีหัวเป็นสิวที่สร้างความเจ็บปวดบนใบหน้าไม่น้อยเลยทีเดียว แต่อาการเจ็บปวดนี้สามารถบรรเทาได้ด้วยการนำน้ำแข็งมาห่อด้วยผ้าขนหนูนุ่มๆ แล้วนำมาประคบบริเวณสิวประมาณ 10 นาทีต่อครั้ง ทำทุกวันเพื่อเป็นวิธีรักษาสิวไม่มีหัว และสิวก็จะค่อยๆ คลายความเจ็บปวดลงและยังช่วยให้สิวยุบตัวลงอีกด้วย

4. ใช้สารสกัดจากธรรมชาติเป็นตัวช่วย

สารสกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำผึ้งจะช่วยลดการอักเสบของสิวไม่มีหัว โดยการนำน้ำผึ้งมาทาบริเวณที่เป็นสิวอุดตันหรือสิวไม่มีหัว ปล่อยทิ้งไว้อย่างน้อย 20 นาที จากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น หรือจะใช้เป็นว่านหางจระเข้ก็ได้เช่นกัน โดยการนำว่านหางจระเข้มาหั่นเอาแต่เนื้อที่เป็นวุ้น จากนั้นนำมาทาบริเวณสิว ปล่อยทิ้งไว้ 20 นาที แล้วจึงล้างออกทำแบบนี้วันละ 3 ครั้ง สิวไม่มีหัวก็จะค่อยๆ ลดลงแถมไม่ทิ้งร่องรอยดำรอยแดงไว้

5. มาส์กบำรุงผิวหน้าบ่อยๆ

การมาส์กหน้าบ่อยๆ เป็นอีกวิธีช่วยให้สิวไม่มีหัวลดลง ซึ่งสาวๆ ที่เป็นสิวอักเสบสามารถมาส์กหน้าได้ด้วยสูตร ดังนี้

ขมิ้น 1 ช้อนชา น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา โยเกิร์ตสูตรธรรมชาติหรือนม 1 ช้อนชา นำมาผสมให้เข้ากัน ทาหน้าทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก เป็นวิธีรักษาสิวไม่มีหัวที่จะช่วยต้านแบคทีเรียและอนุมูลอิสระ ช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดสิวอุดตัน และยังช่วยลดเลือนรอยดำที่เกิดจากสิวได้ด้วย 

หรืออาจจะใช้สูตรที่เหมาะกับทุกสภาพผิวก็ได้เช่นกัน โดยการนำกล้วยหอม 1 ผล น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ โยเกิร์ตสูตรธรรมชาติ ¼ ถ้วย นำมาบดให้เข้ากันจนละเอียดนำมาทาให้ทั่วทั้งใบหน้าและลำคอทิ้งไว้ 20 นาที แล้วจึงล้างออก เป็นสูตรที่จะช่วยให้ผิวสะอาดขึ้น ช่วยยับยั้งการเกิดสิวต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และยังเป็นสูตรที่อ่อนโอนต่อทุกสภาพผิวอีกด้วย

6. กินยาเพื่อรักษาสิว

การกินยารักษาสิวตัวยาจะเข้าไปช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อที่ก่อให้เกิดสิว ลดการผลิตน้ำมันใต้ผิวหนัง ลดการทำงานของต่อมไขมัน แต่การรักษาสิวด้วยวิธีกินยาอาจจะเป็นวิธีเฉพาะ สำหรับคนที่เป็นสิวอุดตันบ่อยจนรู้สึกเหมือนเป็นโรคประจำตัว และการกินยารักษาสิวจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น และหลังจากกินยารักษาสิวจะต้องทำการตรวจสุขภาพทุกๆ 3 หรือ 6 เดือน เพราะยารักษาสิวไม่มีหัวค่อนข้างส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพอย่างมาก ดังนั้นจึงต้องตรวจสุขภาพเพื่อไม่ให้ไตทำงานหนักจนเกินไป การกินยารักษาสิวจะต้องกินในขนาดที่พอเหมาะ และตามระยะเวลาที่สมควรเพื่อการรักษาสิวที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

7. พบแพทย์ผิวหนังทันทีเมื่อสิวอักเสบมีอาการปวดบวมมากผิดปกติ

สิวอักเสบหรือสิวไม่มีหัวมักเกิดบริเวณจุดที่อยู่ใกล้เส้นประสาท เมื่อมีอาการเจ็บปวดรุนแรงอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ ดังนั้นจึงควรรีบพบแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเพื่อไม่ให้สิวไม่มีหัวเกิดการลุกลาม และควรกินยา ทายา ตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้สิวกลายเป็นแผลจนเกิดการติดเชื้อ และเกิดการลุกลามกลายเป็นอย่างอื่นได้

8. รักษาสิวไม่มีหัวให้ยุบไร้รอยดำด้วยกระเทียม

เพราะในกระเทียมจะมีสารที่ชื่อว่า Alliin เป็นสารที่สามารถช่วยต้านแบคทีเรียและช่วยต้านการอักเสบ จึงช่วยให้สิวอุดตันที่บวมแดงค่อยๆ ยุบลง แต่สำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางอาจจะไม่เหมาะกับวิธีนี้ เพราะกระเทียมจะค่อนข้างแรง สำหรับใครที่มีผิวแข็งแรงสามารถทำได้ 2 สูตร ดังนี้

สูตรแรก ให้นำกระเทียม 2-3 กลีบใหญ่ มาบดคั้นเอาแต่น้ำจากนั้นก็ให้นำน้ำกระเทียมมาทาบริเวณที่เป็นสิวอุดตัน และทาบริเวณรอบๆด้วย ปล่อยทิ้งไว้ 15 นาที หลังนั้นให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดทันที ไม่ควรปล่อยไว้นานเพราะน้ำกระเทียมอาจทำให้ผิวเกิดรอยไหม้ได้

สูตรสอง ให้ใช้น้ำกระเทียมเหมือนสูตรแรกมาผสมกับน้ำส้มสายชูในปริมาณที่เท่ากัน จากนั้นให้ใช้สำลีชุบน้ำกระเทียมมาทาบริเวณสิวอุดตัน ทิ้งไว้อย่างน้อย 5 นาที แล้วรีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดเช่นกัน

9. ดูแลผิวหน้าให้สะอาดอยู่เสมอ

ไม่ว่าจะกำลังเป็นสิวหรือสิวหายแล้วก็ตามสาวๆ ไม่ควรละเลยเรื่องของความสะอาดบนใบหน้าเด็ดขาด ดังนั้นจึงควรดูแลความสะอาดบนใบหน้าอย่างสม่ำเสมอด้วยการเลือกใช้คลีนซิ่งที่มีสารสกัดจากธรรมชาติ มาทำความสะอาดเครื่องสำอางให้สะอาดหมดจด และควรทำความสะอาดผิวหน้าด้วยน้ำอุ่นทุกเช้าและเย็น พร้อมกับการบำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ แค่นี้ปัญหาสิวไม่มีหัวหรือสิวอุดตันก็จะไม่มากวนใจอีกแน่นอน

10. รักษาสิวไม่มีหัวด้วยหอมแดง

สูตรนี้ใช้ได้กับทุกสภาพผิว นำหอมแดงมาหั่นเป็นแว่นๆ ทาบริเวณที่เป็นสิว ทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออก ระหว่างที่ทาหอมแดงบนใบหน้าอาจจะรู้สึกแสบตา เพราะฉะนั้นเวลาทาควรหลีกเลี่ยงบริเวณรอบดวงตา การใช้หอมแดงมาทาสิวอุดตันถือว่าเป็นวิธีที่ได้ผลมากที่สุดอีกวิธีหนึ่ง

เพราะสารที่อยู่ในหอมแดงที่ชื่อว่า เพคติน จะช่วยให้สิวยุบตัวลงและยังช่วยให้รอยดำที่เกิดจากการแกะสิว หรือรอยดำจากแผลที่เกิดจากสิวก็ดูจางลงอีกด้วย อีกทั้งสารเพคตินยังช่วยยับยั้งแบคทีเรียสาเหตุของการเกิดสิวให้ลดน้อยลง หอมแดงให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อผิวทั้งการทาและการกิน แถมยังช่วยเข้าไปควบคุมความมันที่เป็นส่วนเกินบนใบหน้าให้ลดน้อยลงอีกด้วย

เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดสิวไม่มีหัวจำนวนมากหรือแม้แต่เม็ดเดียวก็ควรรีบรักษาทันทีตั้งแต่เริ่มแรก ไม่ควรปล่อยไว้นานๆ เพราะการปล่อยไว้นานอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพผิวจนเกิดการลุกลาม กลายเป็นแผลติดเชื้อยากต่อการรักษาก็ได้ แต่จะให้ดีควรดูแลตนเองให้ดี หมั่นล้างหน้าให้สะอาดอยู่บ่อย และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ แค่นี้สิวไม่มีหัวก็จะไม่มากวนใจให้เจ็บปวดและทรมานอย่างแน่นอน


รอยสิวที่หน้ากำจัดได้ด้วย 10 วิธีดังต่อไปนี้

อยากหน้าใสไร้สิว

ปัญหาสิวเป็นปัญหาที่หลายคนแก้ไม่ตก เพราะไม่ว่าจะทำอย่างไรสิวก็ยังโผล่มาที่ใบหน้าอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าจะมีอายุที่เพิ่มขึ้นแล้วก็ตาม แต่ที่น่ากังวลมากกว่านั้นก็คือ รอยสิวที่หน้า มักจะเป็นสิ่งที่ตามมาเสมอ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ตั้งใจให้เกิดก็ตาม แย่ไปกว่านั้น เจ้ารอยที่ว่านี้มักจะต้องใช้เวลานานมากกว่าจะรักษาหาย ซึ่งทำเอาหลายคนไม่กล้าที่จะเปลือยหน้าสด ออกจากบ้านกันนานนับเดือนกันเลยทีเดียว แล้วอะไรที่เป็นสาเหตุของรอยดำจากสิวได้บ้าง เรามาดูกันดีกว่าสาเหตุของการเกิดรอยดำจากสิวบนผิวหน้ามีหลายสาเหตุ ดังนี้

  • การบีบสิว

สำหรับหลายคนที่เมื่อเป็นสิ แล้วมักจะเกิดความรู้สึกว่ามันน่าบีบ จนอดใจไม่ไหวต้องบีบหรือแกะสิว นั่นแหละเป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดรอยดำบนผิวหน้า เพราะการบีบสิวนอกจากจะไม่ได้ทำให้เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวบนหน้าหายไปแล้ว ยังเป็นการทำให้แบคทีเรียนั้นกระจายบนผิวแบบไม่รู้ตัวด้วย ทีนี้จากที่จะเป็นสิวแค่จุดเดียวก็กลายเป็นกระจายไปทั่วผิวหน้าหรือบริเวณใกล้เคียง ยิ่งไปกว่านั้นการบีบหรือกดสิวอย่างผิดวิธี ยังเป็นการทำให้ผิวหน้าบริเวณที่เป็นสิวเกิดการอักเสบ จนก่อให้เกิดเป็นรอยแดงๆ ดำๆ ไม่หายสักที

  • การขัดหรือลอกหน้าระหว่างที่เป็นสิว

กล้ามเนื้อและเซลล์ผิวหนังบนใบหน้านั้นมีความเกี่ยวเนื่องกัน หลายคนอาจจะมองว่าการขัดหน้าเป็นการช่วยผลัดเซลล์ผิวให้หน้าสว่างใส แต่นั่นคุณควรที่จะทำหลังจากที่รักษาสิวหายแล้วเพื่อกำจัดรอยสิว ไม่ใช่มาทำตอนที่ยังมีสิวอักเสบอยู่ เพราะว่าการขัดผิวหรือลอกผิว ในช่วงที่ผิวกำลังอ่อนแอ นอกจากจะไม่ได้ช่วยให้ผิวหน้าของคุณเต่งตึง กระจ่างใสอย่างที่คิดแล้ว ยังเป็นการทำลายเซลล์ผิวและน้ำหล่อเลี้ยงผิวโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการขัดผิวเกินกว่าสัปดาห์ละ 3 ครั้งด้วยแล้ว ยิ่งเป็นการรบกวนผิว ทำให้ผิวอ่อนแอ และเกิดรอยต่างๆ ได้

  • การที่ปล่อยให้เป็นสิวอักเสบเรื้อรัง

จากข้อแรกหลายคนอาจจะคิดว่า แค่ไม่บีบสิว ก็จะไม่มีรอยสิวที่หน้า แต่ความจริงคือ คุณไม่ควรที่จะปล่อยให้ผิวหน้ามีสิวอยู่นานนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาสิวอักเสบทั้งหลาย ที่ควรรีบหายาหรือปรึกษาแพทย์ผิวหนังทันทีที่เกิดขึ้น เนื่องจากการเกิดสิวอักเสบบ่อยๆ ต่อให้ไม่มีการบีบ ก็มักจะทิ้งรอยเอาไว้ให้เราช้ำใจอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นหากเป็นสิวควรรักษาตั้งแต่แรก ไม่ควรปล่อยให้สิวอักเสบเกิดขึ้นบนหน้าของคุณเด็ดขาด

  • การใช้ยารักษาสิวบางตัว

ส่วนใหญ่แล้วครีมแต้มสิวหรือยารักษาสิวมักจะมีส่วนประกอบของกรดวิตามินเอ เพื่อช่วยเร่งในการผลัดเซลล์ผิวและช่วยให้สิวแห้งยุบแบบทันใจ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อคุณใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นกรดกับส่วนที่บอบบางอย่างผิวหน้า หากไม่ทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด อย่างการไม่ทาทิ้งไว้เกินเวลาที่กำหนด หรือการไม่ทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้าน สิ่งเหล่านี้มักจะทำให้ผิวหน้าของคุณมีความเสี่ยงที่จะเกิดรอยดำ ทั้งรอยจากสิว และรอยจากการทำลายของแสงแดด

  • อายุที่มากขึ้น

เมื่อมีอายุมากขึ้นความยืดหยุ่นของผิวก็จะน้อยลงทำให้เกิดปัญหาผิวได้ง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณเป็นคนที่มีสิวในช่วงอายุมากกว่า 25 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ความยืดหยุ่นของผิวน้อยลง โอกาสที่จะมีการทิ้งรอยสิว รอยดำ รอยแดงต่างๆ เอาไว้บนผิวหน้าก็จะมีมากกว่า และมีระยะเวลาสำหรับการที่รอยเหล่านั้นจะหายไปได้ช้ากว่าผิวของเด็กวัยรุ่นด้วย

เมื่อทราบที่มาของปัญหารอยสิวที่หน้าแล้ว หลายคนอาจจะรู้สึกกังวลกับรอยเหล่านี้ แต่บอกได้เลยว่าถึงแม้ว่าจะมีรอยสิวมากแค่ไหน แต่หากคุณดูแลผิวหน้าของคุณได้ถูกวิธีและใช้เทคนิคการแก้ปัญหาที่เราจะแนะนำต่อไปนี้ รับรองได้เลยว่าการจะกลับมามีหน้าใสไร้รอยนั้นไม่ใช่เรื่องยากและสำหรับวิธีการกำจัดรอยสิวบนผิวหน้าและ วิธีดูแลผิวหน้าให้เนียน ที่เราจะแนะนำนั้นมี 10 วิธียอดฮิต ดังนี้

อยากหน้าใสไร้สิว

1. ใช้เลเซอร์รักษารอยดำ

ถ้าคุณมีเงินมากพอและมีเวลาน้อยมากสำหรับการรอให้รอยดำของสิวที่ทิ้งเอาไว้ให้ดูต่างหน้านั้นหายไปเอง การทำเลเซอร์ดูเหมือนว่าจะเป็นทางออกที่น่าสนใจอีกทางหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าทำเลเซอร์แล้วรอยสิวที่หน้าจะหายไปใน 3-7 วัน เพราะการที่จะรักษารอยเหล่านั้นให้หายแบบสนิท ต้องใช้ความสม่ำเสมอ อย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อ 1 ครั้ง จึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

2. ทำ IPL

คล้ายๆ กับการทำเลเซอร์ เพื่อรักษารอยต่างๆ บนผิวหน้า แต่การทำ IPL จะมีความอ่อนโยนกว่า ซึ่งหลักการของการทำ IPL ก็คือการยิงลำแสงคลื่นสั้นลงบนผิว เพื่อกระตุ้นให้ผิวของเราทำการสร้างเซลล์ผิวใหม่และสร้างคอลลาเจนขึ้นมาด้วยตัวเอง โดยการทำ IPL สำหรับคนที่มีรอยสิวหรือจุดด่างดำนั้นจะต้องทำเป็นประจำอย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อครั้ง 3-4 ครั้ง จึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนบนใบหน้า

3. ใช้หอมแดงหรือกระเทียม

วิธีนี้หากใครที่ไม่ชอบกลิ่นของน้ำมันจากหอมและกระเทียม เราแนะนำว่าให้ข้ามไปก่อนเลยก็ได้ เพราะเทคนิคของวิธีนี้นั้นง่ายนิดเดียว เพียงแค่นำเอาหอมหรือกระเทียมปอกเปลือกมาคั้นเอาแต่น้ำ แล้วนำน้ำที่ได้มาทาลงบนผิวหน้าทิ้งไว้ไม่เกิน 20 นาที หรืออาจจะเร็วกว่านั้น

จากนั้นให้ล้างหน้าให้สะอาด หรือหากคุณไม่ถนัดที่จะคั้นน้ำก็อาจจะนำเอาหัวหอมแดงมาหั่นเป็นแว่นบางๆ แล้วนำมาทาที่จุดที่มีรอยดำจากสิวก็ได้เช่นเดียวกัน ทำเป็นประจำ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง รับรองได้เลยว่ารอยสิวที่หน้าหายไปอย่างแน่นอน

4. ว่านหางจระเข้กำจัดทุกรอยแผลเป็น

ถ้าคุณเป็นสายสมุนไพรแต่ก็ยังต้องการความอ่อนโยนจากผิวหน้า วุ้นจากว่านหางจระเข้นั้นเหมาะกับผิวหน้าของคุณอย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะมีความอ่อนโยนและสามารถลดรอยแผลเป็นรอยดำต่างๆ ได้อย่างเห็นผลแล้ว หากนำมาทาที่ผิวหน้าหรือผิวกายเป็นประจำ ยังจะช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื่นและเต่งตึงอย่างเป็นธรรมชาติจากวิตามินอีที่อยู่ภายในวุ้นว่านหางจระเข้อีกด้วย

5. ใช้ครีมลดรอยสิวที่มีสารประกอบในกลุ่มของเรตินอยด์

สารประกอบในกลุ่มของเรตินอยด์หรือกรดวิตามินเอนั้น จะเข้าไปช่วยในการผลัดเซลล์ผิวและกระตุ้นให้ผิวของคุณสร้างเซลล์ผิวใหม่ ในเวลาไม่นานนัก และแน่นอนว่ามันใช้ได้ผลดีทีเดียว สำหรับกรณีรอยจุดด่างดำที่เกิดจากการอักเสบของสิวบนใบหน้าคุณ แต่อย่างไรก็ตาม หากจะเลือกใช้ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนทุกครั้ง เพราะครีมแต่ละตัวมีความเข้มข้นที่แตกต่างกัน หากใช้ครีมที่มีความเข้มข้นมากเกินไป ก็อาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองกับผิวหน้าของคุณได้

6. ใช้ครีมบำรุงผิวหน้าที่มีส่วนประกอบของวิตามินอีและไวท์เทนนิ่ง

อาจจะเห็นผลที่ช้ากว่าการใช้ครีมบำรุงผิวหรือวิธีการลดรอยสิวที่หน้าแบบอื่นๆ แต่หากทาครีมเหล่านี้เป็นประจำ นอกจากจะช่วยให้ร่องรอยจากสิวหายไปแล้ว คุณยังจะได้ผิวหน้าที่กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติกลับมาอีกด้วย ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ ในการทาครีมเป็นประจำก็ตาม

7. พอกหน้าด้วยมะละกอสุก

เน้นว่าต้องเป็นมะละกอสุกเท่านั้น เพราะถึงแม้ว่ามะละกอดิบจะมีส่วนประกอบของสารปาเปนเหมือนกัน แต่อันตรายกว่ามาก เนื่องจากยางของมะละกอดิบนั้นมีฤทธิ์ในการกัดกร่อนผิวที่มากจนเกินที่ผิวหน้าของเราจะรับได้ ในส่วนของการใช้มะละกอสุกนั้นก็ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่นำเอามะละกอสุกมาบดให้ละเอียด แล้วนำมาพอกที่ผิวหน้าประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น นอกจากจะได้ผลในเรื่องของการช่วยลดจุดดำจากสิวแล้วยังช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น จากวิตามินซีและอีในมะละกอสุกด้วย

8. ขัดและพอกหน้าด้วยมันฝรั่งดิบ

สูตรนี้ไม่เหมาะสำหรับคนที่ผิวบอบบาง เนื่องจากมันฝรั่งมีความเป็นกรดในตัวค่อนข้างสูง แต่ใช้ได้ผลดีทีเดียว สำหรับคนที่มีปัญหารอยสิวที่หน้าและต้องการหายอย่างเร่งด่วน เพียงแค่นำเอามันฝรั่งมาล้างให้สะอาดแล้วฝานเป็นแว่นๆ นำมาถูให้ทั่วบริเวณที่มีรอยดำ แล้วพอกเอาไว้ 15 นาที นอกจากจะช่วยจัดการกับรอยสิวได้อยู่หมัดแล้ว ยังช่วยให้ผิวกระจ่างใสอย่างเห็นได้ชัด หรือหากต้องการขัดรักแร้ก็ใช้สูตรเดียวกันนี้ได้เช่นเดียวกัน

9. การลอกผิวด้วยกรดผลไม้

วิธีการนี้คุณไม่ควรเสี่ยงทำเอง เพราะอาจจะส่งผลที่ไม่ดีนักกับผิวหน้า หากต้องการที่จะให้รอยสิวหายไปจากผิวหน้าในระยะเวลาสั้นๆ การหาแพทย์ผิวหนังหรือคลินิกผิวหนัง เพื่อปรึกษาเรื่องการใช้กรดผลไม้ หรือ AHA ในการลอกผิวก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะว่ากรดผลไม้นอกจากจะช่วยผลัดเซลล์ผิวหน้าให้กระจ่างใสแล้ว ยังสามารถกระตุ้นให้ผิวลดการสร้างเม็ดสีคล้ำ และสร้างคอลลาเจนให้ชั้นผิวได้ในระยะเวลาที่สั้น แต่อย่างไรก็ตามหลังการลอกผิวด้วยกรดผลไม้ ควรหมั่นทาครีมกันแดดเป็นประจำ ไม่ว่าจะออกจากบ้านหรือไม่ก็ตาม และควรงดการตากแดดเป็นเวลานานๆ เพราะอาจจะทำให้เกิดฝ้าหรือหน้าดำถาวรจากการที่ผิวไหม้แดดได้

10. พอกหน้าด้วยมะขามเปียก ผสมน้ำผึ้ง และนมสด

จริงๆ หากคุณเป็นคนที่ไม่มีปัญหาผิวแห้ง หรือแพ้ง่ายก็อาจจะใช้มะขามเปียกเพียวๆ เลยก็ได้ เพราะมะขามเปียกนั้นขึ้นชื่อเรื่องของการให้กรดผลไม้ในธรรมชาติอยู่แล้ว แต่หากรู้สึกว่าเสี่ยงเกินไป แนะนำว่าให้ลองผสมกับน้ำผึ้งและนมสดก่อนที่จะนำมาพอกหน้าจะดีกว่า เพราะนอกจากจะได้วิตามินซีและกรดผลไม้ในปริมาณที่สูงแล้ว เรายังจะได้ความชุ่มชื่นและการบำรุงผิวจากกรดแลกติคในนมสด และความสามารถในการช่วยสมานผิวของน้ำผึ้งมาช่วยให้ผิวยังคงรักษาความชุ่มชื้นเอาไว้ได้

ทั้ง 10 วิธีที่แนะนำมานั้น นอกจากจะช่วยกำจัดรอยสิวที่หน้าได้อย่างเห็นผลชัดเจนแล้ว ยังช่วยให้ผิวของเรากลับมาเรียบเนียน และกระจ่างใส มากกว่าตอนที่เป็นสิวด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตาม การใช้เพียงแค่ 1 วิธีในการรักษารอยสิวอาจจะให้ผลที่ช้า ดังนั้น หากจำเป็นเร่งด่วน การใช้มากกว่า 2 วิธีควบคู่กันไป จะเห็นผลที่ทันใจมากกว่า ที่สำคัญ คือ เมื่อรักษารอยสิวหายแล้ว ควรป้องกันการเกิดสิวไม่ให้เกิดซ้ำอีก เพราะไม่เช่นนั้นคุณอาจจะต้องมาเสียเวลากับการแก้ปัญหาผิวไม่รู้จบ


10 วิธีลดรอยเหี่ยวย่นที่คุณต้องอ่าน 

อยากหน้าใสไร้สิว

ถ้าไม่อยากมีหน้าเหี่ยวหรือการมีริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า เป็นปัญหาที่หลายคนพยายามที่จะหลีกเลี่ยงมาตลอด แต่บางครั้งก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ ด้วยปัจจัยของอายุที่มีมากขึ้น และสิ่งแวดล้อมของเมืองไทยที่ไม่ค่อยจะเป็นมิตรกับผิวนัก รวมไปถึงความเครียดจากการทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวัน สิ่งเหล่านี้สามารถเป็นสาเหตุของการหน้าแก่ก่อนวัยได้ทั้งนั้น ดังนั้นหากจะแก้อาการผิวแก่หรือเหี่ยวย่นก่อนวัย จะต้องแก้ทั้งภายในและภายนอกไปพร้อมๆ กัน 

1. ฉีดโบท็อกซ์ แก้หน้าเหี่ยวเร่งด่วน

การฉีดโบท็อกซ์ หรือชื่อเต็มๆ เรียกว่า Botulinum toxin-A เป็นสารประกอบประเภทโปรตีนแบบหนึ่ง ซึ่งตามหลักการแล้ว การฉีดสารนี้เข้าไปก็เพื่อที่จะหวังผลว่าโบท็อกซ์จะไปช่วยยับยั้งการทำงานของเส้นประสาท และทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นทำงานหนักน้อยลง เหมาะสำหรับการนำมาฉีดบริเวณที่เป็นกล้ามเนื้อที่เหี่ยวย่น เพราะการแสดงอารมณ์ของเรา เช่น บริเวณรอยย่นที่หน้าผาก รอยย่นระหว่างคิ้ว รวมไปถึงรอยน้ำหมาก หรือรอยบริเวณรอบริมฝีปาก ซึ่งถ้าจะว่ากันตามจริงแล้ว สาเหตุที่โบท็อกซ์ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ก็น่าจะเป็นเพราะว่าสามารถแก้ปัญหาหน้าเหี่ยวได้แทบจะในทันทีที่ฉีดเสร็จ และอาจจะมีอาการตึงๆ บริเวณที่ฉีดอยู่ระยะหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นจะสามารถพูดหรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น 

แต่อย่างไรก็ตามการฉีดสารโบท็อกซ์เข้าสู่ผิว ควรเป็นการกระทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในสถานที่ที่มีมาตรฐานเท่านั้น เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงมากที่จะก่อความเสียหายให้กับเส้นประสาทบนใบหน้า และอาจจะทำให้การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้าผิดปกติอย่างถาวรได้

2. การฉีดฟิลเลอร์

เป็นอีกหนึ่งเทคนิคในการลดอายุที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง โดยการฉีดสารเติมเต็มให้กับบริเวณที่มีริ้วรอยลึก เหมือนเป็นการเติมคอลลาเจนให้กับบริเวณดังกล่าว ช่วยให้ริ้วรอยเหล่านั้นดูตื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และที่น่าสนใจ ก็คือ เมื่อเทียบกับโบท็อกซ์แล้ว ฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มที่ทำความเสียหายกับผิวและกล้ามเนื้อได้ค่อนข้างน้อยกว่า เพียงแต่จะต้องเลือกสารเติมเต็มที่มาจากธรรมชาติให้มากที่สุด เพื่อที่เมื่อถึงเวลาสารเหล่านั้น จะได้ย่อยสลายและเสื่อมไปตามอายุของมัน ที่สำคัญ คือ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง หากต้องการที่จะฉีดฟิลเลอร์ให้กับผิวหน้าของตัวเอง

3. การร้อยไหม

สำหรับหลายคนอาจจะมองว่าการร้อยไหมมีไว้เพื่อใช้ในการทำให้หน้าเรียวเท่านั้น แต่ความจริงจุดประสงค์ของการร้อยไหม ก็เพื่อต้องการกระตุ้นให้ร่างกายของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาโดยการทำให้ผิวเกิดอาการบาดเจ็บโดยกรรมวิธีทางการแพทย์ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ หากคุณเป็นคนที่มีอาการผิวเหี่ยว หย่อนคล้อย จะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ภายใน 1-2 เดือน

หลังจากทำการร้อยไหม และผลลัพธ์นั้นจะอยู่กับคุณไปได้นานถึง 2 ปี ต่อการร้อยไหม 1 ครั้ง ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีแก้ปัญหาผิวหน้า เหี่ยวย่น หย่อนคล้อยจากอายุได้เป็นอย่างดี อีกหนึ่งวิธี แต่ก็เป็นวิธีการในการชะลอความแก่ให้ผิวที่เห็นผลดี ในระยะเวลาที่ค่อนข้างนาน โดยหากต้องการยกกระชับอย่างรวดเร็ว อาจจะเลือกใช้ไหมแบบที่เป็นก้างปลาเล็กๆ อยู่ภายในที่จะช่วยให้สามารถดึงหน้าให้เต่งตึงได้ทันที

4. การผ่าตัดดึงหน้า

ถ้าคุณมีปัญหาหน้าเหี่ยวจนเกินเยียวยา และมีอายุที่ค่อนข้างมากแล้ว การผ่าตัดเพื่อยกระชับผิวหน้าหรือที่มักจะเรียกว่าการดึงหน้า เป็นทางออกสุดท้ายของคุณแล้ว เพราะด้วยลักษณะของผิวที่มีความเหี่ยวย่นและหย่อนคล้อยอย่างเห็นได้ชัด การแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้นอกจากจะเห็นผลเร็วแล้ว ยังช่วยลดอายุของคุณให้น้อยลงได้ในเวลาที่รวดเร็ว ซึ่งก่อนที่จะเข้ารับการผ่าตัดก็ต้องทำการปรึกษาและพูดคุยกับแพทย์ก่อนว่าจะผ่าตัดยกกระชับแค่บางส่วนของผิวหน้าหรือยกกระชับทั้งหมด ซึ่งแพทย์จะให้ข้อมูลและช่วยตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว

โดยกระบวนการในการผ่าตัดดึงหน้านั้น จะทำโดยการผ่าตัดเปิดผิวแล้ว ตัดเอากล้ามเนื้อส่วนที่หย่อนคล้อยออก ก่อนที่จะเย็บผิวหนังซ่อนไว้ที่บริเวณไรผม ทำให้ผิวหน้าดูเต่งตึง และยกกระชับอย่างเห็นได้ชัด เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป แต่ก็ใช่ว่าหลังจากที่ดึงหน้าไปแล้วจะหน้าเต่งตึงแบบถาวร เพราะการหย่อนคล้อยอาจจะกลับมาได้เสมอ หากไม่ได้รับการดูแลให้ดี แต่อาจจะดูเหมือนหย่อนคล้อยน้อยลงก็เท่านั้นเอง

5. ทำเลเซอร์ เพื่อยกกระชับผิว

เลเซอร์ไม่ได้แค่ช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสเท่านั้น เพราะเมื่อผิวได้รับการกระตุ้นให้สร้างเซลล์ผิวใหม่ นอกจากคุณจะได้ผิวที่เปล่งปลั่งสดใสกลับมาอีกครั้งแล้ว ยังจะได้ความเต่งตึงและผิวหน้าที่กระชับกลับคืนมาด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งในกระบวนการของเลเซอร์หรือทรีตเมนท์เพื่อการยกกระชับผิวนั้น นอกจากจะมีราคาที่ถูกกว่า หลายๆ วิธีที่กล่าวไปในข้างต้นแล้ว ยังถือว่าเป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับคนที่ไม่กล้าเข้ารับการผ่าตัด หรือการฉีดสารต่างๆ เข้าสู่ผิว ที่สำคัญ คือ การทำเลเซอร์ เมื่อคุณทำแล้วสามารถที่จะไปทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ ต่อได้ทันที เหมาะมากสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลา และอยากจะแก้ปัญหาหน้าเหี่ยวอย่างได้ผล

6. อย่าขัดหน้าบ่อยเกินไป

หลายคนคิดกว่าการขัดหน้าเป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้ผิวหน้าดูสดใสตลอดเวลา แต่ความจริงคือคุณกำลังทำให้ผิวถูกรบกวน และเกิดการอักเสบจากภายในซ้ำๆ ในทุกวัน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผิวหน้าเลย เพราะที่จริงแล้วผิวของเราจะมีการผลัดเซลล์ผิวทุก 1-2 สัปดาห์อยู่แล้ว หากอยากจะเร่งการสร้างเซลล์ผิวใหม่ คุณอาจจะทำได้โดยการขัดหน้า แต่ไม่เกินสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ที่สำคัญ คือ ควรเลือกสครับที่มีลักษณะเป็นเม็ดกลม เพราะมีความอ่อนโยนกับผิวหน้ามากกว่า และควรเลือกสครับที่มาจากธรรมชาติจะดีกว่า เพราะจะทำให้ผิวได้รับบาดเจ็บน้อยกว่าและมีผลดีกับผิวมากกว่า

7. ดื่มน้ำให้มากพอ

การดื่มน้ำบ่อยๆ นอกจากจะทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้นมาแล้ว ยังช่วยในการกระตุ้นการขับของเสียออกทางปัสสาวะและเหงื่อของเราอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามหากคุณเป็นคนที่ไม่ชอบดื่มน้ำ อย่างน้อยๆ ก็ควรจะดื่มให้ได้วันละ 6-8 แก้ว และควรจะเป็นน้ำเปล่าเท่านั้น เพราะหากยิ่งดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำผลไม้ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณที่ค่อนข้างสูง น้ำตาลเหล่านั้นนอกจากจะทำให้น้ำหนักของคุณขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักของริ้วรอยและความเหี่ยวย่นที่มาก่อนวัยอันควรอีกด้วย

8. ออกกำลังผิวหน้าเป็นประจำ

หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะสงสัยว่าเราสามารถออกกำลังผิวได้ได้ด้วยหรือ ความจริงคือได้ และวิธีการออกกำลังให้กล้ามเนื้อใบหน้านั้นก็สามารถทำได้โดยการขยับปากเท่านั้น โดยการพยายามที่จะออกเสียงหรือทำปาก โดยการท่องคำว่า อะ อิ อุ เอะ โอะ โดยพยายามให้รูปปาก และกล้ามเนื้อบริเวณต่างๆ ของใบหน้าได้ทำงานมากที่สุด สำหรับบางคนอาจจะทำปากเป็นรูปดังกล่าว ค้างเอาไว้ท่าละ 10 วินาที ก่อนนอนอย่างน้อย 1-2 เซต ซึ่งนอกจากจะช่วยไม่ให้หน้าเหี่ยวแล้ว ยังช่วยให้ใบหน้าของคุณดูเรียวเล็กเหมือนสาวเกาหลีได้อย่างรวดเร็วอีกหนึ่งวิธี เรียกได้ว่าแค่ขยับปากก็ช่วยให้หน้าเด็กได้ในเวลาไม่นาน

9. วิตามินเสริมบำรุงผิว

เมื่ออายุมากขึ้นการได้รับสารอาหารจากธรรมชาติอาจจะไม่เพียงพอสำหรับผิวของคุณอีกต่อไป การมองหาอาหารเสริมสำหรับบำรุงและช่วยฟื้นฟูผิวเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผิวหน้าของคุณกลับมาตึงกระชับและสดใส เปล่งปลั่งได้อีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้กลับมาเป็นผิวอายุ 18 อีกครั้ง แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย และสารอาหารที่เราอยากจะแนะนำให้คุณหามารับประทานเป็นประจำเพื่อช่วยบำรุงผิว มีดังนี้

  • วิตามินซี ข้อดีของวิตามินซี นอกจากจะช่วยป้องกันหวัดแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวจากภายในให้ผิวพรรณของเรามีความกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญ คือ ช่วยให้เซลล์ผิวแข็งแรงมากขึ้นอย่างที่คุณคาดไม่ถึงเลยล่ะ
  • วิตามินอี เป็นสารประกอบที่ช่วยให้ผิวของเรามีความชุ่มชื่นมากขึ้น และสามารถเก็บรักษาความชุ่มชื่นในผิวเอาไว้ได้นานมากขึ้น หรือที่มักจะเรียกกันว่า เป็นการช่วยเติมน้ำให้กับผิวนั่นแหละ ซึ่งเมื่อเราได้รับวิตามินอีในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย โอกาสที่จะหน้าเหี่ยวก็จะน้อยลงไป
  • คอลลาเจน เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายจะสร้างคอลลาเจนได้น้อยลง และอาจจะน้อยลงไปเรื่อยๆ ตามตัวเลขของอายุที่มากขึ้น เมื่อร่างกายของเราสูญเสียคอลลาเจนโดยธรรมชาติไปในเวลาที่รวดเร็ว ความเสียหายต่างๆ และความเหี่ยวย่นก็จะเกิดกับผิวหน้าของเราได้รวดเร็ว และสร้างความเสียหายให้กับผิวได้ การกินคอลลาเจนเสริมจึงเป็นอีกหนึ่งส่วนที่จะช่วยป้องกันและปกป้องผิวหน้าของคุณจากความเหี่ยวย่น

10. ทาครีมกันแดดทุกครั้ง ในตอนเช้าและระหว่างวัน

ลบความเชื่อที่ว่าครีมกันแดดต้องทางเฉพาะเวลาออกกลางแจ้งออกไปจากสมองของคุณได้เลย เพราะว่าโลกของเราไม่ได้เต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าอย่างในอดีตที่จะปกป้องผิวของคุณให้พ้นจากแดดได้ แม้อยู่ในบ้าน และนอกจากนี้แล้วไม่ว่าจะเป็นแสงไฟจากหลอดไฟ หรือแสงจากคอมพิวเตอร์ก็มีรังสียูวีทั้งนั้น หากไม่อยากให้หน้าเหี่ยวเร็ว ควรหมั่นทาครีมกันแดดที่ผิวหน้าเป็นประจำ เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันหน้าแก่ก่อนวัยแล้ว ยังช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนังได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ทั้ง 10 วิธีที่เราเลือกมานั้น หากคุณเลือกให้เหมาะสมกับสภาวะของตัวเอง และดูแลผิวเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ต่อให้เลขอายุของคุณจะไปไกลแค่ไหน แต่ผิวหน้าของคุณก็จะยังคงหยุดหรือไปช้ากว่าอายุมาก จนอาจจะทำให้หลายคนเรียกคุณว่าเป็นหนุ่มสาวสองพันปีได้อย่างไม่ยากนัก และนอกจากการดูแลสุขภาพผิวแล้ว ควรดูแลสุขภาพของร่างกายโดยรวมด้วย เพราะเมื่อเกิดการเจ็บป่วย ไม่ว่าผิวหน้า หรือผิวกายก็จะดูทรุดโทรมได้มากกว่าปกติเช่นเดียวกัน ดังนั้น หากอยากหน้าใสไร้สิวและไม่อยากผิวเหี่ยวย่น ควรดูแลร่างกายและผิวพรรณเป็นประจำ เพื่อรักษาผิวเด็กๆ ให้อยู่กับคุณไปได้อีกนานแสนนาน


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Natural Ways to Get Rid of Pimples as Fast as Possible : https://www.healthline.com/nutrition/get-rid-of-pimples-fast

How to Get Rid of Wrinkles : https://www.healthline.com/health/beauty-skin-care/how-to-get-rid-of-wrinkles